Fanfic = Fire Emblem -the sacred stones =
posted on 16 Jul 2005 13:42 by tsukasasan in FictionA Childhood friends
"ฮึก.. โคล์ม ซิกๆ.." เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งร้องเรียกอีกฝ่ายพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้
"อะไรอีกล่ะ เนย์มิ เธอร้องไห้อีกแล้วนะ" เด็กชายผู้ถูกเรียกหันกลับมามอง แต่ยังไม่วายเร่งฝีเท้าเดินต่อไป
"... โคล์ม..ฮึก.." เสียงเรียกดังขึ้นอีกคราจนคราวนี้โคล์มยอมแพ้ เขายืนถอนหายใจครู่ใหญ่ก่อนที่จะเดินกลับมาหาเนย์มิซึ่งยืนสะอื้นไห้อยู่
"เป็นอะไรไปล่ะ เนย์มิ เธอเอาแต่ร้องไห้ทุกวันๆจนฉันชักสงสัยว่าสักวันน้ำตาเธอจะแห้งหายไปไหม" เขาเอ่ยพูดขึ้นพลางเอามือลูบหัวเพื่อนหญิงของตน
"ฮึก..โคล์ม อย่าไปขโมยของเขาเลยนะ ถ้าถูกจับได้ เธอต้องโดนจับขังแน่ๆ.." เนย์มิพูดเสียงสั่นตามแรงสะอื้น หยาดน้ำตายังคงพรุ่งพรูออกมาเรื่อยๆจนในหน้านั้นชุ่มไปด้วยน้ำตา
"อย่างฉันน่ะรึ จะโดนเขาจับง่ายๆ" โคล์มพูดขึ้น
"แต่..แต่.. ฮึก..แง.." เนย์มิพยายามจะค้าน แต่ทว่าเธอไม่อาจกลั้นสะอื้นได้อีกแล้ว โคล์มจ้องมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างอ่อนใจ ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกับตัวเขาแต่กลับดูเด็กกว่าเขาหลายเท่า รอยน้ำตาและเสียงสะอื้นเป็นสัญลักษณ์ของตัวเธอไปเสียแล้วเพราะมีให้เห็นทุกวัน แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาใจอ่อนที่สุด..
"ก็ได้ๆ วันนี้ฉันไม่ไปขโมยของกินก็ได้ เนย์มิ เธอหยุดร้องไห้ซะทีเถอะ" คำสัญญาที่ออกมาจากปากของโคล์มทำให้เด็กหญิงหยุดสะอื้นไห้ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลังเล
"จริงนะ..?? ฮึก.. ไม่โกหกนะ"
"จริงๆ" เขายังคงยืนยันคำเดิม
"แล้วพรุ่งนี้ล่ะ.." เนย์มิเอ่ยถาม
"พรุ่งนี้ก็ส่วนพรุ่งนี้สิ นี่แน่ะ เนย์มิ เมื่อไหร่เธอจะเลิกขี้แยแบบนี้เสียทีนะ" โคล์มตอบพร้อมกับย้อนถามกลับ
"ก็มัน..ฮึก" เนย์มิก้มหน้านิ่ง
"หวา.. เลิกร้องไห้นะ เนย์มิ.. เอางี้ เดี๋ยวฉันปีนต้นไม้ไปเก็บแอ๊ปเปิ้ลมากินกัน แล้วเธอเลิกร้องไห้นะ" โคล์มเอ่ยขึ้นอย่างทำอะไรไม่ถูก พลางรีบปีนต้นแอ๊ปเปิ้ลซึ่งมีลูกเต็มต้นข้างตัวอย่างรวดเร็ว
"ฮึก..แง.. โคล์ม ไหนบอกว่าจะ..มะ..ฮึก..ไม่ขโมยไง.." เนมิร้องขึ้น
"ฉันขโมยอะไร.." โคล์มตะโกนถามเด็กหญิงผู้อยู่เบื้องล่าง
"ก็..นี่มันต้นแอ๊ปเปิ้ล...ฮึก.. ขอ.. ของ..คุณตา..ฉันนะ.." เนมิแย้งเสียงอ่อย
"ก็ของตาเธอ แล้วเธอก็เห็นฉันปีนเอามาให้เธอ จะเรียกว่าขโมยได้ยังไง" โคล์มตอบพร้อมๆกับโยนแอ๊ปเปิ้ลลงไปเบื้องล่าง เสียงแอ๊ปเปิ้ลที่ร่วงลงพื้นหญ้าดังให้ได้ยินเป็นระยะๆพร้อมกับที่เสียงเนย์มิร้องตะโกนเรียกเขาดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ฮึก..โคล์ม.."
"อะไรอีกล่ะ เนย์มิ.. เลิกร้องไห้เสียทีเถอะ เดี๋ยวก็ได้กินแอ๊ปเปิ้ลกัน"
"ไอ้หนู แกมาขโมยแอ๊ปเปิ้ลข้าอีกแล้วนะ" เสียงใหญ่ดังขึ้นให้เด็กชายสะดุ้งโหยง ก่อนที่จะเข้าใจเหตุผลที่เนย์มิตะโกนเรียกเขาแล้ว เพราะเบื้องล่างมีชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนง้างคันศรเล็งมาทางเขา ตาของเนมินั่นเอง โคล์มยิ้มแหยๆให้เขาก่อนที่จะรีบกระโดดลงมาจากต้นไม้แล้วรีบวิ่งหนีไป ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเฉียดสีข้างเขาไปหวุดหวิด เขารีบเร่งฝีเท้าไปทางพุ่มไม้ตรงหน้าโดยพยายามไม่หันกลับไปมอง เสียงเด็กหญิงที่ร้องไห้ขอร้องตาของเธอยังคงดังแว่วให้ได้ยินไปเกือบตลอดทาง...
*****************************************************
กาลเวลาผันผ่าน วันแล้ววันเล่าจวบจนเป็นเดือน และช่วงปีล่วงเลยผ่านไป เปลี่ยนเด็กทั้งคู่ให้เติบโตขึ้น แต่ถึงกระนั้น พวกเขาทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ด้วยกันเสมอ หมู่บ้านลาร์คที่พวกเขายังคงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เงียบสงบอยู่เช่นเดิม แต่จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีข่าวใหญ่มาถึงที่นี่...
"ประกาศเรียกตัวพวกทหารกลับเข้าเมืองหลวงงั้นรึ" เสียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งอ่านป้ายประกาศเสียงดังอย่างหัวเสียดังก้องให้ได้ยิน เด็กสาวหยุดเดินด้วยความใคร่รู้ เนย์มิเดินเข้าไปทางที่ติดป้ายประกาศอย่างนึกสงสัยในเรื่องราวที่เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ติดกับภูเขาบอร์โก้ ซึ่งบ่อยครั้งมักจะโดนโจรภูเขาเข้ามาปล้นสคมภ์ แต่ว่าเพราะมีทหาร ที่นี่จึงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
"เรียกกลับเข้าเมืองหลวงงั้นหรือ ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นกันนะ" เนย์มิพูดกับตัวเองอย่างสงสัย เธอมองดูผู้คนรอบกายที่เริ่มจับกลุ่มกันวิพากย์วิจารณ์กันต่างๆนานา
"สงครามมันเกิดขึ้นแล้วสินะ.. หมู่นี้ทางฝั่งกราโด้รุกรานประเทศอื่นมากขึ้นทุกทีๆ" เสียงหนึ่งพูดขึ้นอย่างวิตกกังวล เนย์มิมองคุณป้าที่พูดอย่างสงสัย เธอไม่รู้จักถึงความน่ากลัวของสงครามดีนัก ตั้งแต่เธอเกิดมาหมู่บ้านนี้อยู่อย่างสงบสุขมาตลอด
"แบบนี้เรเนสก็ต้องไม่วายโดนเข้าสักวัน ไม่แปลกที่เมืองหลวงจะเรียกตัวพวกทหารไป รวมถึงอาจจะรวมไปถึงพวกหนุ่มๆเพื่อไปช่วยสู้รบด้วยนะ" เสียงคุณลุงแผงขายขนมปังแถวๆนั้นพูดขึ้นอย่างหนักใจ เนย์มิยืนฟังอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับบ้าน
เรเนส.. กราโด้.. สงคราม...
คำเหล่านี้ก้องไปมาอยู่ในหัวของเธอ เธอสลัดความคิดร้ายๆออกจากหัวไปก่อนที่จะเปิดประตูก้าวเข้าบ้านไป
"คุณตาคะ หนูกลับมาแล้ว.." เธอร้องเรียก แต่ไร้ซึ่งคำตอบกลับ.. เนย์มินึกเอะใจอยู่ชั่วครู่ เธอวางข้าวของที่ไปซื้อมาจากตลาดไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะมองหาตาของเธออย่างนึกสังหรณ์ใจไม่ดี เธอร้องเรียกอีกครั้ง
"คุณตาคะ คุณตาอยู่ที่ไหน.." เนย์มิร้องเรียกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังคงไร้คำตอบเช่นเดิม มีเพียงแต่ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ เนย์มิเริ่มรู้สึกไม่ดี วันนี้ตาของเธอบอกว่าจะรอเธออยู่ที่บ้าน ก่อนที่จะเข้าป่าไปล่าสัตว์กันสองคน เด็กสาวก้าวเท้าเร็วๆไปสำรวจในห้องครัว แต่ก็ไม่พบร่างใครอยู่ในที่นั้น เธอจึงวิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง และแล้ว..บนนั้น เธอก็พบ...
"คุณตาคะ !!!" เนย์มิรีบวิ่งเข้าไปยังร่างที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นด้วยความตกใจ เธอนั่งทรุดอยู่ข้างร่างนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่จะเริ่มก้มลงแล้วเขย่าร่างชายวัยชรานั้นอย่างร้อนรน
"คุณตาคะ คุณตา.. ตื่นสิคะ.." เนย์มิพูดเสียงสั่น แต่ไร้ปฏิกริยาตอบสนองจากร่างนั้น เนย์มิเริ่มสะอื้นไห้ เธอจับมือของชายชราด้วยมืออันสั่นเทา
มือที่เย็นเฉียบ.. ไม่มีความอบอุ่นดังเช่นทุกทีอีกแล้ว.. สิ่งเหล่านี้ซึบเช้าไปในใจของเนย์มิ.. คุณตาของเธอ...
"เฮ้.. เนย์มิ มีอะไรให้กินบ้างไหม" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากชั้นล่าง ก่อนที่จะมีเสียงปิดประตูดังขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดังก้องเข้าไปในหูของเนย์มิเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ก้องอยู่ในใจมันบดบังเสียงรอบข้างไปเสียจนหมดสิ้น
"เนย์มิ เนย์มิ เธออยู่ไหนน่ะ ชั้นบนหรือไง" โคล์มยังคงเรียกหาเธอ เมื่อรับรู้ว่ามันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ ในเมื่อของที่ไปจ่ายตลาดมายังไม่เก็บเข้าที่ทั้งที่ปกติเนย์มิจะเก็บก่อนที่จะไปทำสิ่งอื่นแท้ๆ เขาไม่รอเสียงตอบหากแต่สาวเท้าก้าวขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที
"เนย์มิ..??" เขาเอ่ยเรียกอีกครั้งก่อนที่จะก้าวไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย สิ่งแรกที่เขาพบเจอทันทีที่หันไปตามหัวมุมที่ขั้นบนสุดของบันได คือภาพของเพื่อนสาวของตนนั่งนิ่งโดยที่กุมมือของชายชราที่นอนนิ่งไร้ลมหายใจ โคล์มเดินเข้าไปนั่งข้างๆเด็กสาวก่อนที่จะเอ่ยเรียกเสียงเบา
"เนย์มิ.." ครั้งนี้เนย์มิได้ยินเสียงเรียกของเขาแล้ว เธอหันมามองร่างที่เพิ่งเข้ามาถึงด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอเบ้า ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นที่แสดงถึงความโศกเศร้า
"ฮึก.. ค..โคล์ม.. คุณตา.. คุณตา.." เนย์มิพูดขึ้นก่อนที่จะเงียบเสียง เหลือเพียงเสียงสะอื้นเพราะไม่สามารถเอ่ยต่อได้อีกแล้ว โคล์มมองเธออย่างเห็นใจ สำหรับเนย์มิ ตาของเธอเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ หลังจากที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็ก
"ฉันรู้.. ฉันรู้ เนย์มิ" เขาพูดพลางลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา เนย์มิปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาเต็มที่
"คุณตา.. ฮึก.. ทิ้งให้หนูอยู่คนดะ..เดียว.. แล้วจะ..จะให้หนู..ทะ ฮึก ทำยังไง.." เนย์มิพลางกอดร่างของตาเธอแน่น น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย นับตั้งแต่พ่อกับแม่จากเธอไป.. ครั้งนี้คุณตาเองก็...
"เนย์มิ.."
"..ฮึก.. คุณตา.." เนย์มิยังคงกุมมือร่างที่ไร้ชีวิตไว้เช่นเดิม โคล์มแกะมือเธอออกมาก่อนที่จะพูดขึ้น
"ไม่เป็นไร เนย์มิ.. ฉันจะอยู่กับเธอเอง.." โคล์มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นพลางกุมมือเธอไว้แทน
****************************************
หลังจากนั้น โคล์มก็หมั่นมาหาเนย์มิให้บ่อยขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาความโศกเศร้าของเธอให้หายไปในเร็ววัน และเพราะเหตุนี้เนย์มิจึงแย้มยิ้มขึ้นอีกครั้งได้ในเวลาที่ไม่นานนัก แต่ทว่าเหตุการณ์ร้ายๆยังไม่จบลงเพียงเท่านี้...
จากการที่เมืองหลวงได้เรียกตัวบรรดาเหล่าทหารที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆให้กลับไปสู้รบในสงคราม ในบรรดาหมู่บ้านเล็กที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองนั้นจึงตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นปกติของยามสงครามที่มักมีโจรที่คอยปล้นสดมภ์ตามหมู่บ้านต่างๆอย่างไม่เกรงกลัวอาญาบ้านเมืองเป็นของคู่กัน และที่หมู่บ้านลาร์คก็ไม่พ้นเป็นเป้าเช่นเดียวกัน
"กรี๊ดดดดด...!!!" เสียงกรีดร้องของพวกผู้หญิงดังขึ้นไปทั่วบริเวณ พวกชาวบ้านต่างวิ่งหนีกันอลหม่าน เมื่อพวกโจรภูเขาบาซบาบุกเข้ามาขโมยข้าวของในหมู่บ้าน ซ้ำร้ายไม่ได้ขโมยเปล่า หากแต่ทำร้ายพวกชาวบ้านแล้วยังเผาทำลายหมู่บ้านให้วอดวายด้วย
"อ๊ากก" เสียงชายผู้หนึ่งที่พยายามต่อสู้กับกลุ่มโจรถูกพวกมันเอาขวานจามโดนไหล่เข้าไปเต็มๆ เลือดสาดกระจายไปทั่วบริเวณนั้น พวกนั้นมองดูชายผู้นี้ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดด้วยสายตายหยามเยาะ สำหรับพวกมันเรื่องพวกนี้เป็นเพียงเครื่องฆ่าเวลาเล่นๆเท่านั้นเอง
"เอ้า.. ไอ้หน้าไหนมันอยากตายก็เข้ามาเลย" เสียงประกาศก้องดังมาจากบาซบา ซึ่งเป็นหัวหน้าโจรกลุ่มนี้ พวกชาวเมืองที่เหลือต่างไม่มีใครกล้าเข้าต่อกร มันมองดูใบหน้าที่หวาดกลัวของพวกเขาอย่างนึกชอบใจ ก่อนที่จะหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆๆ สุดท้ายพวกแกก็กลัวกันหัวหด เอ้า.. พวกเรา อยากทำอะไรทำ.. ของมีค่ากวาดให้เรียบ แล้วทำลายหมู่บ้านเล็กๆนี่ให้หายไปซะ" คำประกาศก้องดังขึ้น ซึ่งพวกลูกน้องนั้นก็ทำตามคำสั่งเป็นอย่างดี เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้.. มันหมายถึงแต่ละชีวิตที่สูญเสียไปด้วยน้ำมือของพวกโจรภูเขาบาซบา
"ฮึก.. โคล์ม.." เสียงเนย์มิร้องเรียกชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าเธอ เขาหันมาทำสัญญาณให้เธอเงียบเสียง ก่อนที่จะเอ่ยเสียงเบาแต่ทว่าแฝงไปด้วยความรำคาญเล็กน้อย
"เงียบเถอะน่า เนย์มิ นี่เธอจะทำพวกมันจับเราทั้งคู่ได้นะ" เขาเอ็ด ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่อยู่ในระหว่างทางที่หลบหนีออกมาจากหมู่บ้าน เนย์มิวิ่งตามโคล์มอย่างรีบเร่ง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหมู่บ้านที่บัดนี้ เต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่พวกโจรจุดเผาทำลาย เสียงกรีดร้องยังคงแว่วให้ได้ยินมาตลอดทางที่พวกเธอหนีมา
"โคล์ม.. ฮึก.."
"อะไรอีกล่ะ เนย์มิ"
"พวกชาวบ้านจะเป็นยังไงบ้างล่ะ ทั้งคุณลุงคุณป้า.. ทุกๆคน" เนย์มิยืนนิ่ง.. โคล์มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเข้ามาจูงมือเธอ
"เวลาอย่างนี้ห่วงตัวเองดีกว่าน่า เนย์มิ ถ้ารอดไปจากที่นี่ได้น่ะจะมานั่งนึกห่วงคนอื่นอีกเท่าไรก็ได้" เขาจับมือเธอออกวิ่งไปข้างหน้า เนย์มิวิ่งตามไปอย่างพะว้าพะวง และแล้ว.. ของสิ่งหนึ่งก็ตกลงบนพื้นหญ้า...
"โคล์ม.. โคล์ม เดี๋ยวสิ.." เนย์มิร้องเรียก.. เธอรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่อยู่ติดตัวเธอมันตกหายไป แต่ทว่าโคล์มนั้นไม่ฟังเสียงเธอเลย เขายังคงจับมือเธอวิ่งตรงไปด้านหน้าอย่างเดียว จนกระทั่งเมื่อมั่นใจว่าพวกเขาอยู่ห่างเกินกว่าที่พวกโจรเหล่านั้นจะไล่ตามมาถงแล้ว โคล์มหยุดยืนพักเหนื่อย ปล่อนให้เนย์มินั่งพักพิงต้นไม้ พลางสำรวจดูข้าวของที่นำติดมือมา เนย์มิมองตรวจดูของทุกชิ้น แต่ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่หายไป
"โคล์ม.. กระจก.." เนย์มิร้องขึ้นเมื่อรู้ว่าอะไรที่ตกไปเมื่อครู่ กระจกอันสำคัญของเธอ ของเพียงสิ่งเดียวที่เอาไว้ดูต่างหน้าแม่ของเธอ เธอลุกขึ้นและจะวิ่งกลับไปยังทิศทางที่เพิ่งวิ่งหนีมาเมื่อครู่ แต่ว่ากลับมีมือๆหนึ่งคว้าเข้าที่ข้อมือของเธอก่อนที่จะได้ทันออกวิ่งกลับไป โคล์มนั่นเองที่รั้งตัวเธอเอาไว้ เนย์มิหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่ส่อแววเหมือนจะร้องไห้ขึ้นอีกครั้ง
"จะไปไหน เนย์มิ" เขาเอ่ยถาม
"โคล์ม.. ฮึก.. ฉันจะกลับไปเอากระจก" เนย์มิเริ่มร้องไห้ขึ้นอีกครั้ง
"อะไรนะ เนย์มิ เธอจะบ้าหรือไง เราหนีมาได้ตั้งขนาดนี้แล้วนะ" โคล์มมองเธออย่างไม่เข้าใจ เขาเพิ่งช่วยชีวิตเธอพาออกมาจากสถานที่อันตรายแบบนั้น แต่เธอกลับจะวิ่งเข้าไปยังที่แห่งนั้นอีกครั้งงั้นรึ
"แต่..แต่ว่า โคล์ม ฮึก.. กระจกอันนั้นมะ..มันสำคัญมากนะ.." เนย์มิพูดขึ้นพลางร้องไห้หนักขึ้น แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือให้เธอไป
"แต่ชีวิตเธอสำคัญกว่านะ" เขาพูด แต่เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มร้องไห้มากขึ้นเรื่อยๆก็อ่อนใจ
"เอ้า.. ก็ได้ๆ.. เดี๋ยวฉันไปเอาคืนมาให้ พวกโจรภูเขาบาซบาก็อยู่แค่ภูเขาบาร์โก้แค่นี้เองนี่นะ" คำพูดนี้ทำให้เนย์มิเงียบเสียงลงทันที ไม่ใช่เพราะความดีใจ หากแต่เป็นความตกใจ
"เดี๋ยวสิ โคล์ม.. มันอันตรายนะ" เธอแย้งทั้งที่ยังคงสะอื้นอยู่
"เรื่องจิ๊บจ๊อย เธออยู่กับฉันมานานพอแล้วนี่ เรื่องแค่นี้ผ่านไปได้สบายๆอยู่แล้ว" โคล์มพูดตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"ตะ..แต่ว่า.."
"หยุดร้องไห้ซะ เนย์มิ แล้วรอฉันเฉยๆที่นี่ เดี๋ยวฉันไปเอามาคืนให้เธอเอง" เขาพูดขึ้นก่อนที่จะออกวิ่งไปทางภูเขาบาร์โก้ โดยไม่สนใจต่อเสียงตะโกนห้ามของเนย์มิเลยแม้แต่น้อย...
***********************************
"องค์หญิงเอริก้า ทรงเหนื่อยไหมกระหม่อม" เสียงชายผู้หนึ่งเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินอยู่ด้านหน้าด้วยความเป็นห่วง เธอส่ายศีรษะก่อนที่จะหันมาตอบเขา
"ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง ถ้าเทียบกับที่ท่านพี่รออยู่ล่ะก็.." เธอตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล แต่เพราะด้วยความไม่ระวังตัวนี้เองทำให้เธอชนกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ
"อ๊ะ.."
"อึ้ก.. โทษที" เขาเอ่ยขึ้นก่อนที่จะวิ่งหายไป เอริก้ามองอย่างุนงงก่อนที่จะพยุงตัวเองลุกขึ้นจากพื้น แล้วพบว่ามีของบางอย่างหายไป
"กำไลฉัน เซธ.." เธอเอ่ยขึ้น เมื่อพบว่ากำไลที่ข้อมือเธอมันอันตรธานหายไปเสียแล้ว ชายหนุ่มผู้เป็นองครักษ์ประจำตัวเธอนั้นเพ่งมองไปยังทางที่โคล์มเพิ่งวิ่งหนีหายไปนั้นอย่างนึกสงสัย
"คงเป็นเจ้าคนเมื่อสักครู่กระหม่อม คงถือโอกาสที่ท่านไม่ระวังตัวแสร้งเดินเข้ามาชน แล้วชิงเอากำไลไปตอนนั้น" เซธเอ่ยตอบ
"แต่..กำไลนั้น..มัน.." เอริก้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ กำไลนั้นมันเป็นคู่กับอันที่พี่ชายฝาแฝดเธอมี แล้วยังเป็นของที่ได้รับตกทอดมาจากพ่อของเธอ พระราชาเมืองเรเนส.. เมืองของเธอ..ที่บัดนี้ตกไปอยู่ในการครอบครองของฝ่ายกราโด้ เซธมองเธออย่างเข้าใจถึงความรู้สึกที่เธอมี
"ตามไปเถอะกระหม่อม คงยังไปได้ไม่ไกลนัก ถ้าพวกเราเร่งฝีเท้าตามไปน่าจะยังตามทันกระหม่อม" เซธเอ่ยขึ้นในที่สุดหลังจากเงียบกันมาชั่วครู่ เอริก้านิ่งไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นองค์หญิงแห่งเรเนสเช่นเดิม ใบหน้าที่ไม่เคยท้อถอยหรือสิ้นหวัง หนึ่งในสองสิ่งล้ำค่าที่สุดแห่งเรเนส
"จริงสินะ ตามไปดันเถอะ เซธ วาเนสซ่า โมลเดอร์ กิลเลี่ยม" เอริก้าเอ่ยขึ้น เซธลอบมองเธอเงียบๆอย่างภาคภูมิ องค์หญิงแห่งเรเนส... ผู้ที่เขาถวายการปกป้อง แม้ต้องมอบให้ทั้งชีวิต
*********************************
"พวกชาวบ้านบอกว่าพวกโจรภูเขาบาซบามีที่ซ่อนอยู่ใกล่ๆนี่เองกระหม่อม มีคนเห็นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างคล้ายกับคนที่ขโมยเอากำไลของท่านไปด้วย คาดว่าน่าจะเป็นพวกโจรกลุ่มนี้กระหม่อม" เซธรายงานข้อมูลที่ได้รับจากการถามชาวบ้านบริเวณนี้ให้เอริก้า
"โจรภูเขางั้นหรือ ที่นี่ ในประเทศของพวกเรา... เผาทำลายหมู่บ้าน.. ปล้นเอาทรัพสินของมีค่าจากคนของเราโดยไม่กลัวกฏอาญาเลยหรืออย่างไร" เอริก้าพูดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่รับรู้
"มันไม่เป็นเช่นนี้ตลอดหรอกกระหม่อม เพียงแต่ตอนนี้ ยามที่บ้านเมืองมีสงคราม และเรเนสถูกกราโด้บุกเข้ายึดเช่นนี้ กฏระเบียบและคำสั่งนั้นยากที่จะหาพบนักกระหม่อม และดูเหมือนว่าพวกกราโด้เองก็ไม่ได้สนใจจะออกกฏอะไรที่นี่ในเวลาเช่นนี้ หากปล่อยไว้นานเข้า เรเนสก็ยังคงมีความโหดร้ายเช่นนี้ปรากฏขึ้นให้เห็นกระหม่อม"
เอริก้าได้ฟังเข้าก็เศร้าใจ ทั้งที่เธอเป็นถึงองค์หญิงแห่งเรเนส.. แต่เธอกลับ.. ช่วยเหลือชาวเมืองผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ไม่ได้แม้สักนิดเดียว เรเนส.. รอก่อนนะ ขอให้ฉันได้กลับคืนมาเมื่อไร แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ฉันก็ต้องฟื้นฟูประเทศนี้ให้ได้...
"เอ่อ.. ขอโทษนะคะ.." เสียงหนึ่งดังขึ้น เอริก้าหันไปมองต้นเสียงก็พบเด็กสาวผู้หนึ่งยืนมองมาทางพวกเธออย่างกล้าๆกลัวๆ เธอดูร้อนรนด้วยเรื่องบางอย่าง หนำซ้ำนัยน์ตาของเธอนั้นดูแดงราวกับจะร้องไห้
"ขอโทษค่ะ พวกคุณเป็น.. พวก.. ทหารรับจ้าง .. อะไรทำนองนี้ใช่ไหมคะ..??" เด็กสาวผู้นั้นถามขึ้นอย่างเร่งรีบ
"มีอะไรหรือ..??" เอริก้าเอ่ยถามเธออย่างสงสัย
"ได้โปรดเถอะค่ะ พวกคุณต้องช่วยโคล์มนะคะ... นะคะ พวกคุณช่วยเขาที ฉันบอกเขาแล้วว่ามันอันตราย แต่ว่าเขาไม่ฟังที่ฉันพูดเลย" เธอพูดอย่างเร่งรีบ จนเอริก้าต้องขอร้องให้เธอพูดให้ช้าลง
"ใจเย็นๆ แล้วช่วยพูดอีกทีให้ช้าลงหน่อยนะ" เอริก้าพูดขึ้นเพราะเธอจับอะไรไม่ได้เลยในประโยคที่เด็กสาวพูดเมื่อครู่
"ค่ะ.. ฮึก.. ฉันชื่อเนย์มิ มาจาก.. เอ้อ..ฉันเคยอยู่ที่หมู่บ้านลาร์ค.. แต่ว่าตอนนี้ หมู่บ้าน..ไม่มีอีกแล้ว.." เนย์มิพูดขึ้นโดยพยายามกลั้นไม่ให้ตนเองสะอื้นออกมา คำพูดนี้สร้างความสงสัยในใจของเอริก้า เธอเอ่ยถามขึ้น
"ไม่มีอีกแล้ว..?? เธอหมายความว่า..??"
"พวกโจรบาซบาเผาทำลายหมู่บ้าน..จนเหลือแต่ซาก มีแค่ฉันกับโคล์มเท่านั้นที่หนีออกมาได้.. ส่วนคนอื่นๆ.. พวกโจร..." พูดมาได้แค่นี้เนย์มิก็เงียบเสียง เอริก้าได้ฟังก็เศร้าไปกับเด็กสาวด้วย อีกหมู่บ้านที่เธอไม่อาจปกป้องได้สินะ...
"เนย์มิ แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ" เซธเอ่ยถามขึ้น
"พวกบาซบา.. มีที่ซ่อนอยู่ในภูเขาพวกนี้ และ..มันเป็นที่ที่โคล์ม.. เอ้อ.. โคล์มเป็น.. อืม.. เราสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กค่ะ.. แล้วเขา.. เขาจะไปขโมยเอาของกลับคืนมาจากพวกโจร.." เนย์มิเล่าเรื่องให้ฟัง
"เขาไปคนเดียวงั้นหรือ นั่นเป็นเรื่องอันตรายมากเลยนะ" เอริก้าพูดขึ้น เนย์มิพยักหน้ารับ
"ค่ะ.. ฉ..ฉันก็บอกเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟังที่ฉันพูดเลย.. ถ้า.. ถ้าโคล์มเป็นอะไรไปอีกคน..ฮึก..ล่ะก็.. ฉัน..ฉัน..ฮึก.." เนย์มิเริ่มร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาเอริก้าต้องรีบปลอบ
"หวา.. อย่าร้องไห้เลยนะ ไม่เป็นไรนะ พวกเราจะไปตามหาเพื่อนของเธอให้เอง.." เอริคก้าจับไหล่ของเนย์มิอย่างปลอบใจ เนย์มิมองเธออย่างมีความหวัง
"จริงๆนะคะ คุณพูดจริงๆนะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ.. แต่.. ฉันไม่ค่อยมีเงินติดตัวนัก แต่ว่า.. แต่ว่า ฉันจะช่วยพวกคุณทุกอย่างนะคะ" เนย์มิพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอก้มหัวขอบคุณเอริก้าอยู่หลายรอบจนเอริก้าต้องจับให้เธอยืนนิ่งๆ เซธก้าวเข้ามาข้างกายองค์หญิงของตน
"องค์หญิง.."
"ถ้าโจรที่เราตามตัวอยู่ที่รังของพวกโจรบาซบา ดูเหมือนว่าเนย์มิกับเรามีเป้าหมายอยู่ที่เดียวกัน เหนือสิ่งอื่นใด เนย์มิเองก็เป็นชาวเมืองคนหนึ่งของเรเนส มันเป็นความรับผิดชอบของพวกเราไม่ใช่หรือที่จะต้องปกป้องชาวเมือง ฉัน.. เสียใจที่ไม่ได้อยู่ที่นี่.. เพื่อปกป้องหมู่บ้านที่เธออยู่.. และพวกชาวบ้าน ดังนั้น.. ฉันคิดว่าเราควรจะช่วยเธอนะ เซธ.."
"เช่นนั้นกระหม่อม.. เนย์มิ ข้าเชื่อว่าเธอสามารถนำทางพวกเราไปยังรังโจรบาซบาได้ ใช่ไหม" เซธเอ่ยขึ้น เนย์มิพยักหน้ารับ
"เอ้อ ค่ะ ทางนี้ค่ะ" เธอพูดก่อนที่จะนำทางพวกเขาทั้งหมดไปยังรังของพวกโจรภูเขาบาซบา "เอ้อ มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยพวกคุณได้บ้างไหมคะ ฉันรู้สึกว่า.. ตอนเด็กๆฉันเคยเข้าป่าไปล่าสัตว์กับคุณตา.. เอ่อ.. ฉันหมายความว่าฉันสามารถใช้... ฉัน..ฉันพอจะใช้ธนูเป็นบ้างค่ะ" เธอเอ่ยขึ้นกับเซธ เขายิ้มให้กับเด็กสาวก่อนที่จะพูดตอบ
"งั้น.. เธออยู่ด้านหลัง และคอยปกป้ององค์หญิงเอริก้าก็แล้วกัน" เซธเอ่ยก่อนที่จะขยับบังเหียนม้าให้ออกวิ่งเข้าสู่สมรภูมิขนาดย่อม
"ค่ะ" เนย์มิตอบรับอย่างเต็มใจ ก่อนที่จะเริ่มงานแรกของเธอด้วยการยิงธนูไปยังโจรที่วิ่งเข้าหาเอริก้า หญิงสาวไม่รอช้าใช้ดาบในมือเข้าฟันต่อโดยทันที
"ขอบใจนะ เนย์มิ.." เอริก้าเอ่ยขึ้น เด็กสาวยิ้มรับ
"ไม่เป็นไรค่ะ.. มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้"
"งั้น.. เราเข้าไปตามหาตัวโคล์มเพื่อนของเธอดีกว่า" เอริก้าเอ่ยขึ้นก่อนที่จะวิ่งเข้าหากลุ่มโจรที่รายล้อมเซธอย่างไม่เกรงกลัว และฝ่าเข้าไปด้านใน
*******************************
โคล์มค่อยๆลอดผ่านไปตามทางแคบๆที่จะนำพาเขาเข้าสู่ภายในรังของพวกโจรบาซบา ในขณะที่ทุกคนต่างสนใจกับแขกผู้มาเยือนด้านนอกโดยไม่มีใครใส่ใจกับการมาของตัวเขาเลยแม้เพียงนิด โคล์มหัวเราะขึ้นมาเบาๆเมื่อลอบเข้ามาได้สำเร็จ
"ฮ่า.. ทีนี้ก็ได้เวลาเริ่มงานแล้ว รังโจรพวกนี้มันลอบเข้ามาง่ายเสียจริง เริ่มจากบรรดาสมบัติเหล่านี้ก่อนก็แล้วกัน" โคล์มกล่าวขึ้นพลางเริ่มสำรวจหีบสมบัติที่อยู่ข้างกาย ก่อนที่จะแอบเข้าไปด้านในโดยการสะเดาะกลอนกุญแจอย่างง่ายดาย
"โคล์ม !!" เสียงเนย์มิดังขึ้น เมื่อเห็นร่างเพื่อนของตน เด็กสาวรีบวิ่งเข้ามาเขาทันที
"เนย์มิ ?! เธอมาทำอะไรที่นี่.. ฉันบอกให้เธอรอฉันอยู่เฉยๆไม่ใช่เหรอ"
"ฉันไม่อยากรอ.. โคล์ม ที่นี่มันอันตรายนะ เรา.. เรากลับบ้านกันเถอะ" เนย์มิร้องขอ
"พวกเราไม่มีบ้านอีกต่อไปแล้ว เธอเข้าใจไหม ทีนี้ เธอแค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ ฉันจัดการเสร็จได้แค่พริบตาเดียวเท่านั้นเอง แต่ฉันไม่ต้องการเด็กน้อยงี่เง่าซุ่มซ่ามอย่างเธอมาตามติดตลอดนะ" โคล์มเอ็ดเนย์มิ เนย์มิซึมไปแต่ก็ยังเอ่ยค้าน
"แต่..แต่ว่า.." เนย์มิพยายามจะพูดค้าน
"โอ๊ย.. งี่เง่าสิ้นดี เราจะคุยเรื่องนี้กันทีหลัง... อย่าอยู่ห่างฉันนะ เนย์มิ" โคล์มพูดขึ้น
"ฉัน.. อืม.. ก็ได้" เนย์มิตอบอย่างไม่เต็มเสียงดีนัก แล้วทำตามที่เขาบอก
******************************
จนในที่สุด พวกเอริก้าก็สามารถกำจัดพวกโจรภูเขาบาซบาได้จนหมด พวกคนในทัพย่อยๆนี้ต่างก็ทะยอยไปพักผ่อนกันตามจุดต่างๆ วาเนสซ่านั้นเอาไทแทนเนีย เปกาซัสคู่กายของเธอออกไปเล็มหญ้า ส่วนโมลเดอร์ก็ตรวจเช็คดูเหล่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและร่ายเวทรักษา ส่วนเอริก้านั้นออกไปเดินเล่นอยู่ด้านนอกเพื่อนึกเรื่องต่างๆคนเดียว เนย์มินั้นมองดูโคล์มอย่างโล่งใจที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
"โคล์ม.." เนย์มิเอ่ยขึ้น
"ว่าไง ฉันบอกเธอแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่ก็ขอบคุณมาก.."
"..ฉ..ฉัน.. กังวลมาก..เลย.." เนย์มิเริ่มสะอื้นขึ้นมา ร้อนถึงคนข้างกายที่ต้องรีบหันมาปลอบ
"เดี๋ยว.. เดี๋ยวสิ ฉันขอโทษ อย่าร้องเลยนะ" โคล์มพูดขึ้นอย่างร้อนรน
"อา.. ฮึก.. ไม่มีอันตรายอีกแล้ว..ซิก..อย่าทำแบบนี้อกีเลยนะ" เนย์มิร้อง
"อืมๆ.. ฉันสัญญา เธอก็เลิกร้องไห้ตลอดเวลาแบบนี้เสียทีเถอะนะ" โคล์มพูดพลางหยิบเอาของบางอย่างออกมาจากถุงผ้า แล้วยื่นให้เนย์มิ
"แล้ว.. ดูนี่สิ กระจกของเธอไง นึกดูสิเธอร้องไห้ขนาดไหนเมื่อตอนที่เราออกจากลาร์คมา เธอคิดว่าจะไม่ได้มันคืนแล้ว ฉันรู้ว่ามันเป็นของแม่เธอ และพวกนี้มันคงไม่ปล่อยให้ของมีค่าสักชิ้นเล็ดลอดสายตาไปแน่ ฉันก็มาเอาคืนให้เธอไง ทีนี้เห็นไหม ว่างานที่ให้ฉันทำเป็นไง รับประกันผลงาน" โคล์มพูดอย่างวางภูมิเล็กน้อย เนย์มิมองของในมือเขาแล้วร้องไห้ออกมาอีก
"โคล์ม..ฮึก..โคล์ม.."
"เฮ้ย.. เธอร้องไห้ทำไมอีกล่ะเนย์มิ ได้โปรด.. หยุดร้องไห้เถอะนะ" โคล์มปลอบ
"ขอโทษที่มาขัดจังหวะ.. แต่ข้าคิดว่าน่าจะคืนกำไลขององค์หญิงเอริก้าให้กับท่านได้แล้ว" เซธซึ่งก้าวเข้ามากล่าวกับโคล์ม โคล์มหันมามองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
"แกพูดเรื่องอะไร แกกำลังจะบอกว่าฉัน.." โคล์มพูดได้เท่านี้ก็ต้องหยุด เพราะเซธเดินเข้ามาใกล้แล้วบีบไหล่เขาอย่างแรง
"โอ๊ย..ปล่อย.. บอกให้ปล่อย รู้แล้วๆ มันอยู่นี่ เอ้า เอาไป" โคล์มพูดขึ้นพลางยื่นกำไลที่เขาถือโอกาสขโมยมาระหว่างทางที่เดินทางมาที่นี่ เซธปล่อยมือจากไหล่ของเด็กหนุ่มก่อนที่จะเก็บกำไลไปแล้วเอ่ยถามโคล์ม
"เอาล่ะ.. แล้วบอกข้ามาสิ นี่เป็นทางที่เจ้าเลือกแล้วงั้นรึ" เซธพูดพลางจ้องไปยังโคล์ม.. เขาหลบตาคู่นี้อย่างไม่อาจนึกข้อแก้ตัวใดๆได้ เซธจึงพูดต่อ " ถ้าหากว่า เด็กสาวผู้นี้มีความสำคัญกับตัวเจ้าเองล่ะก็ ข้าขอเตือน.. เจ้าจงออกไปจากหนทางที่มืดมนเช่นนี้ซะ"
"อื้อ..ก็ได้" โคล์มตอบรับอย่างหงุดหงิด
"พวกเรากำลังจะออกไปจากที่นี่แล้ว. อย่าหาเรื่องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายอีกล่ะ ลาก่อน" เซธเอ่ยก่อนที่จะเดินออกไป แต่ทว่าโคล์มเรียกเขาไว้เสียก่อน
"เดี๋ยวก่อน พาพวกเราออกไปจากที่นี่ด้วย"
"เจ้าว่าอะไรนะ" เซธหยุดหันมามองพวกเขา โคล์มจ้องตรงมายังตัวเขาเช่นกันก่อนที่จะพูดย้ำคำพูดเดิม
"ฉันกับเนย์มิ.. พวกเราไม่มีบ้านที่จะกลับไป ทุกๆที่ที่พวกเราผ่านไปก็มีแต่การต่อสู้ พวกนายเป็นทหารใช่ไหม งั้น..พาพวกเราไปด้วยที พวกเราไม่เกะกะในการรบหรอก"
"อืม.. ข้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับพวกเจ้านะ.. แต่อย่างไรก็ตาม ข้าจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่านเอริก้า ชีวิตของพวกเราเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้จะขาดลงมาเมื่อไหร่ ไม่มีเวลาที่จะเสียให้กับพวกเธอหรอกนะ" เซธตอบอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดของเด็กหนุ่ม
"พวกเราไม่เป็นไรหรอก ฉันรับรองว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่มีวันผิดแน่นอน" โคล์มเอ่ยย้ำความคิดเดิมอีกครั้ง...
และนี่.. เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งคู่ในทัพขององค์หญิงเอริก้าอย่างเต็มตัว.. จวบจนสงครามสิ้นสุด.. โดยที่ทั้งคู่มิได้แยกหายจากกันไปไหนอีกเลย...
***************************************