Fiction

Destiny Journey ภาคพิเศษ (บทนำ)

posted on 15 May 2005 11:42 by tsukasasan  in Fiction

ยามรุ่งอรุณหมุนเวียนมาอีกครั้ง ดวงดาราบอกลาผืนพิภพเบื้องล่างก่อนลับไปทางตะวันตกแลกเปลี่ยนกับดวงตะวันที่หมุนเวียนขึ้นมาแทนที่ นกน้อยร้องขับขานบทเพลงรับยามเช้าสดใสที่มีขึ้นอีกวัน หยาดน้ำค้างบนพื้นหญ้าต้องแสงตะวันทอประกายระยิบระยับให้สวยงามจับตาก่อนที่จะแห้งหายไปตามความร้อนที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์เบื้องบน ดอกไม้ขาวค่อยๆคลี่กลีบบานให้มวลหมู่แมลงเชยชมและผสมเกสรให้

มหาสงครามที่ผ่านมาถูกเล่ากลายเป็นตำนาน จากปากสู่ปาก บางส่วนถูกแต่งเติมเสริมเข้าไปจนดูไกลเกินความจริง แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวของพวกเขาที่ก่อให้เกิดสงครามและความสันติภายในปัจจุบันนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น เด็กสาวผู้เป็นผู้อัญเชิญที่หลงเหลือเพียงคนเดียวผู้มีสัตว์เทพอันไร้เทียมทาน องค์หญิงแห่งมวลมนุษย์ที่ทรงปรีชาด้านเวทเทียบเท่าเหล่าจอมเวท และเด็กหนุ่มผู้ปลุกปีศาจจากการก้นบึ้งแห่งหลับไหลในผนึกซ้ำยังเป็นถึงผู้นำทัพของปีศาจ เรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว ตำนานแห่งสงครามปิดฉากลงเหลือเพียงเรื่องเล่าขาน น่าแปลกที่ไม่มีใครสามารถบอกตอนจบของสงครามได้สักคน ต่างคนต่างก็เล่าฉากจบไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะไม่มีใครได้เห็นฉากจบของสงครามด้วยตาคู่นี้ของตนเลย หรือว่าแท้จริงแล้ว...เรื่องราวจะยังไม่ปิดลงดังเช่นสงคราม

"...นานแสนนานมาแล้วเมื่อครั้งที่โลกนี้เพิ่งเกิดใหม่...

...เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

...พวกเราเองก็ดำรงอยู่สืบมา...

...หนทางเดียวที่จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เธอได้รับรู้...

...คือการขับขานบทเพลงนี้ ณ ที่แห่งนี้...

...จงจำไว้เถิดถึงวิถีทางของโลกใบนี้...

...และได้โปรดอย่าลืมมันไปเลยนะ...

...แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น...

...ดอกไม้ที่เหล่าคนพวกนั้นถือแนบอก...

...ฉันหวังให้มันได้บานขึ้นสักวันหนึ่ง...

...หนทางเดียวที่จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เธอได้รับรู้...

...คือการขับขานบทเพลงนี้ ณ ที่แห่งนี้...

...ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย...

...แต่ถ้าเธอรับฟังล่ะก็ ฉันจะมีความสุขมาก...

...จงจำไว้เถิดถึงการเกิดมาของเธอ...

...ความคิดฝันและความหวังเพื่อวันรุ่งขึ้น...

...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นที่นี่ บนโลกใบนี้...

...ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย...

...แต่ถ้าเธอรับฟังล่ะก็ ฉันจะมีความสุขมาก...

...จงจำไว้เถิดถึงวิถีทางของโลกใบนี้...

...และได้โปรดอย่าลืมมันไปเลยนะ..."

เสียงบทเพลงถูกร้องขึ้นคลอเสียงสายฮาร์ปที่ถูกดีดบรรเลงไปเป็นจังหวะ ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนหินใหญ่ด้านบนน้ำตกมิลนั้นเป็นภาพที่น้อยคนนักจะได้พบ ผมสีฟ้าอ่อนดุจดั่งสีแห่งกระแสน้ำพลิ้วไหวไปตามแรงลมเอื่อยๆที่พัดมาต้องกับใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องมองดูวัตถุที่มีรูปร่างคล้ายนาฬิกาทรายที่ห้อยอยู่ที่คอของเธอ ประกายแสงวิบวับที่สะท้อนขึ้นมาจากน้ำใสมาต้องกับพื้นผิวของเจ้าสิ่งนั้นทำให้เกิดประกายสีรุ้งออกมาจากมัน แล้วพลันนัยน์ตาสีฟ้าใสคู่นั้นก็จ้องมองไปเบื้องล่าง

ผู้ที่ปรากฏกายขึ้นโดยมิได้ให้สุ้มเสียงให้รู้ตัวเลย ผมสีดำขลับดุจเช่นอาภรณ์ที่เจ้าตัวสวมใส่ยาวเรี่ยลงมาถึงเอว ใบหูที่แหลมเรียวที่โผล่ออกมาจากผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าบ่งบอกให้ผู้พบเห็นรู้ถึงเผ่าพันธุ์ของตนเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าแขกผู้มาเยือนเป็นใครนั้นเจ้าหล่อนก็ยิ้มพอเป็นพิธี ก่อนที่จะร่อนลงพื้นเบื้องล่างอย่างแผ่วเบาด้วยปีกที่ดูไร้รูปร่างดุจเดียวกับน้ำที่ไร้รูปทรงอันถาวร

"มาช้า... แบล็คคริสตัล.." เธอเอ่ยขึ้นพลางส่งสายตาเป็นเชิงไม่พอใจไปให้อีกฝ่ายซึ่งบัดนี้เอาฮู้ดลงเรียบร้อยแล้ว เผยให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน นัยน์ตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับสีผมจ้องมองมาที่ผู้ที่กำลังต่อว่าตนเช่นกันพลางเอ่ยขึ้น

"ไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นเช้ากับเขาได้นี่ นี่ฉันมาที่นี่ให้ก็ดีแล้ว ไม่ได้อัญเชิญตัวเธอไปที่บ้านฉัน วาสเซอร์รี่" แบล็คคริสตัลเอ่ยขึ้น แต่ดูราวอีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเพื่อนเก่าแก่เสียเท่าใดนัก เพราะบัดนี้นัยน์ตาของวาสเซอร์รี่เองกลับไปจับจ้องที่เหล่านกที่มาเกาะอยู่บนฮาร์ปที่ตั้งทิ้งไว้ด้านบน เสียงน้ำที่หลั่งไหลลงมากระทบโขดผินด้านล่างยังคงมีดังให้ได้ยินอยู่อย่างสม่ำเสมอ

"เวลานี่ผ่านไปได้รวดเร็วเสมอเลย แต่กับพวกเราไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็แทบจะไม่ส่งผลอะไรให้เสียเท่าใดนัก จนแทบจะลืมไปว่าเมื่อหนแรกที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้นั้นมันผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว.." วาสเซอร์รี่เอ่ยขึ้นซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับก่อนเอ่ยขึ้นบ้าง

"นั่นคือช่วงเวลาของพวกมนุษย์มันสั้น แต่ละช่วงปีผ่านไป จากเกิดจนตายกับพวกเรานั้นมันช่างสั้นนัก ต่างกับช่วงเวลาของชีวิตพวกเราซึ่งจะยืดยาวถึงเพียงไหนก็ไม่อาจรู้ได้... นั่นเพราะว่าฉันเป็นเอลฟ์ และเธอนั้น คือเทพภูติน้ำ"

"แต่ในบางที การตามเรื่องราวบางอย่างนั้นมันก็สนุกดีไม่ใช่รึ..??" วาสเซอร์รี่เอ่ยพลางขยับของในมือเธอไปมา ทรายแก้วโปร่งใสนั้นสะท้อนแสงวิบวับไปมาในกรวยกระจกอันเป็นรูปร่างของนาฬิกาทราย

"อึอืม... ใช่ ในบางเรื่องที่เราเฝ้าดูมันเรื่อยมาก็สนุกดี..." แบล็คคริสตัลเอ่ยตอบพลางดูสิ่งของในมือของร่างตรงหน้า นัยน์ตาสีฟ้าของหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพิดาแห่งน้ำตกมิลอันเลืองชื่อกำลังจ้องมองมายังตัวเธอ

"ถ้างั้นทำไมเราไม่คิดจะมองดูเหตุการณ์ที่ผ่านมากันดูล่ะ ยังไงก็ดีกว่าอยู่เฉยๆจนเบื่อ" วาสเซอร์รี่เอ่ยพลางขยับวัตถุในมือชูขึ้นต้องแสงแดด ทรายในกรายแก้วเริ่มไหลย้อนกลับขึ้นสู้ด้านบนที่มันตกลงมาพร้อมๆกับพาร่างของทั้งสองหายไปจาก ณ ที่แห่งนั้น หายไปจากปัจจุบัน...

(จบบทนำ)