ไม่มีอะไร แค่อยากทำอะไรให้มันสักหน่อยในบลอคนี้.. (คุณหมาบ้านเราเอง..ตอนนี้มีสองตัว อนาคตอันใกล้คงเหลือตัวเดียว) เอาตัวแรกก่อนละกัน.. หมาที่เราได้มาตั้งแต่อนุบาล 3 (จนกระทั่งตอนนี้..จะปี2แล้ว - - เอ้อ อายุมันเท่าไหร่เนี่ย)

"หนูอยากได้กระรอก"

คำพูดที่วันหนึ่งเราร้องขอพ่อ หลังจากที่พ่อยกกระต่ายให้คนอื่นไป เพราะมันขุดสนามหญ้าของพ่อพังหมด (จะว่าไป เราได้กระต่ายเพราะพ่อยกนกหงส์หยกให้คนอื่นไปนั่นแหละ เพราะโรคภูมิแพ้ของเรามันดันเป็นหนักเพราะพวกนกเสียนี่) แต่พ่อไม่ให้ พ่อว่ากระรอกเป็นสัตว์ป่า ถ้าอยากเลี้ยงให้เลี้ยงสัตว์ที่เลี้ยงได้ดีกว่า

"งั้น เอาหมากะแมว"

อันนี้พ่อยอมแฮะ แต่พ่อบอกว่าแมวไม่ดี มันเดาใจลำบาก กัดแผลก็หายยาก (แต่เราก็เห็นว่าไม่ว่าหมาหรือแมวกัดมันก็พอกันนั่นแหละ) แถมมันไม่ค่อยอยู่ติดบ้านด้วย เอาหมาดีกว่า ตกลง หมาก็ดี.. เราอยากเลี้ยงหมา (ตอนนั้นก็กลัวหมาอยู่หรอก โดยเฉพาะตัวโตๆ) อืม..เลี้ยงหมาๆ พันธุ์อะไรดี.. ก็ซื้อ (พูดให้ถูกคือ เราขอแม่ซื้อ) หนังสือรวบรวมพันธ์สุนัขต่างๆ ตอนแรกพันธ์ที่ดูกับแม่แล้วชอบใจเอามากๆคือ พันธุ์ มัลทิฟ กับพันธุ์สปิกซ์ เอาให้พ่อดู พ่อบอกว่า พันธุ์แรกขนยาวไป (ยาวลากพื้นเลย) เอามาดูแลก็ลำบาก ส่วนสปิกซ์ นิสัยมันซุกซน แถมขนร่วงเยอะ เดี๋ยวโรคภูมิแพ้เราก็ไม่ได้มีช่วงหายพอดี พ่อบอกว่าลูกน้อง (จำไม่ผิดนะว่าพ่อเรียกแบบนี้ แต่พ่อเราเป็นทหาร..อืม..ลูกน้อง..?? - - ก็เอ่อ..พวกที่ยศน้อยกว่าพ่อน่ะนะ) พ่อเพาะพันธุ์พุดเดิ้ลขาย เอาพันธุ์นี้ดีกว่า เรียบร้อยดี แถมขนไม่ค่อยร่วงด้วย แต่ต้องรอมันหย่านมก่อนนะ พ่อเราว่าแบบนั้น ก็ตกลง พันธ์พุดเดิ้ลก็น่ารักดี (เห็นในรูปตัดขนเป็นกลมๆป้อมๆ ดูเหมือนหมาตุ๊กตา แม่เราว่าแบบนั้น)

ไปเยี่ยมมันที่บ้านเจ้าของเก่าหนแรก

มันยังไม่ลืมตาทั้งครอกเลย ดีว่าแม่หมาใจดี ยอมให้จับลูกได้ เราเลยเข้าไปเล่นๆกับมันด้วย ตอนนั้นดูแทบไม่ออกเลยว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ครอกนั้นมีแค่สีน้ำตาลกับสีดำ แต่พ่อบอกว่าสีน้ำตาลเขาจะขายได้ราคาดีกว่า รู้สึกราคาที่เราได้ยินมาตอนนั้นอยู่ที่ 3500 มั้ง เวลาเขาขายให้ทางจตุจักร พ่อบอกว่าตัวที่เราจะได้ก็สีน้ำตาล เจ้าของเขากันไว้ให้แล้ว.. (มันเป็นตัวเดียวที่อยู่ติดแม่ที่สุด เห็นเจ้าของเขาบอกว่า มันเป็นตัวเดียวที่แม่มันยอมให้กินนม แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องหรอก พ่อมาบอกเราตอนหลัง) กว่าเราจะได้มันมา ก็ต้องรอมันอายุครบ 2 เดือนก่อน (ก็กลายเป็นว่ามันเป็นตัวเดียวในบรรดาพี่น้องที่อยู่กับแม่นานที่สุด เพราะทางจตุจักรมารับพี่น้องมันไปเมื่ออายุราวๆ 1 เดือน)

ได้หมากลับบ้าน

เอามาถึงบ้านมันก็ติดพ่อเรามากๆเลย.. นึกอีกทีไม่แปลกหรอก พ่อเป็นคนไปรับมันมานี่นา.. (เราไปด้วย แต่เราไม่ใช่คนถือตะกร้ามัน ใบมันใหญ่เราถือไม่ได้อ่ะ ตอนนั้น - -) มันนอนมาตลอดทางเลย (อ้วกด้วยแหละ เมารถ) พอมาถึงบ้านก็ดูท่ามันงงๆนิดหน่อย สงสัยแปลกถิ่น.. มันไม่คึกคักเลยตอนมาถึง เอาแต่นอน แต่สักพักก็เริ่มวิ่งแล้ว สามวันแรกที่เอามาเราแบกมันใส่ตะกร้าหิ้วขึ้นไปนอนในห้องนอนด้วย (เปิดแอร์ ท่าทางคงเย็นสบายดี ตอนเช้ามาเห็นมันนอนหงายท้องสบายในตะกร้า) แต่คืนที่สี่ พ่อแอบยกตะกร้ามันลงมานอนข้างล่าง ตรงทางเดินต่อระหว่างครัวกับทางออกหลังบ้าน พ่อว่ามันนอนรวมกับคนเดี๋ยวเราก็หายใจเอาพวกขนมันเข้าไปด้วย.. แถมจะแย่งอากาศกันหายใจอีก.. แต่ก็เอาเถอะ จากนั้นมาทางเดินนั่นก็เป็นที่นอนของมันมาตลอด

ชื่อ.. ชื่อ ซาไวละกันนะ

ชื่อนี้มาจากไหนเหรอ..แหะๆ เอาเป็นว่าตอนนั้น.. จำได้ไหม.. สมัยเด็กๆตอนนู้นมีการ์ตูน วอล์ท ดิสนีย์ เรื่อง Lady & Tramp น่ะ ตอนนั้นก็ดูแต่ภาษาไทย ก็แปลว่า ทรามวัย กับ ไอ้ตูบอ่ะนะ... แต่ๆ.. ทรามวัยมันตัวเมียนี่ เจ้านี่ตัวผู้ แต่เราชอบชื่อนี้อ่ะ งั้นเอางี้ละกัน.. แกชื่อซาไว..

เริ่มมาติดเราเอาหลังจากโดนพ่อตี

นิสัยหมาตัวนี้มันท่าทางจะโกรธอะไรได้นานเหมือนกัน อื้ม..วันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาเพราะเสียงพ่อเอ็ดมันดังจากข้างล่างขึ้นไปถึงข้างบนเลย เราลงมาก็ได้ยินเสียงมันร้องเอ๋งนี่แหละ แล้วก็รู้เรื่องว่าเจ้านี่มันไปขี้บนพรมเช็ดเท้า เลยโดนพ่อตี (เอ้อ ที่ถูกคือ โดนพ่อ เตะ เลยต่างหาก แต่พ่อไม่ได้เตะแรงเท่าไหร่ แต่กะหมาตัวเล็กๆอย่างมัน ก็เจ็บล่ะนะ) เอาเป็นว่ามันเริ่มถอยห่างจากพ่อตั้งแต่นั้นเลย.. (มาติดเราแทน..) จากนั้นเวลาพ่อว่าอะไรเสียงดังๆมันก็หนีตลอด

แต่ตอนพ่อไม่สบายมันก็ไม่กินอาหารเลย

ไม่กิน.. ไม่กิน.. คนใช้ที่บ้านบอกแม่เราตอนที่พ่อไปนอนโรงพยาบาล มันไม่กินข้าวเลย.. (เรามาอยู่โรงพยาบาลด้วย เพราะพ่อเรามานอน.. เปล่าหรอก จริงๆเรานอนไม่หลับเวลาไม่มีใครอยู่บ้านเลยต่างหาก - -) เราใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลอยู่ราวๆเดือนนึงมั้ง เ พราะตรงกับช่วงปิดเทอมเมษาพอดี กลับมาบ้านก็เปิดเทอม (แต่พ่อยังไม่กลับ พ่อยังคงนอนโรงพยาบาลต่อไป หมอหาสาเหตุที่พ่อป่วยไม่พบ..) กลับมามันก็ผอมนะ ตาไม่ค่อยใสเลย เหมือนไม่สบาย คนดูแลบอกว่ามันไม่ค่อยกินอะไรเลย เอาแต่นอนซึม อืม.. เราเหรอ เรากินไอติมทุกวันเลย (ไปโรงพยาบาลนี่สำหรับเราชอบนะ ไอติมทุกบ่าย.. เราแวบไปซื้อช่วงที่พ่อกับแม่นอนอยู่น่ะ - -) (ว่าแต่ใครถามเราเนี่ย พล่ามออกมาทำไมฟ่า - -) เอาเป็นว่าเจ้านี่ไม่ยอมกินอะไรเลย พ่อป่วยมันก็ทำท่าจะป่วยตาม หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็ออกจากโรงพยาบาล กลับมา ก็ดูดีขึ้น (ทั้งพ่อทั้งหมา.. ดีแล้ว..)

ไม่สบายรอบสอง

พ่อไปนอนโรงพยาบาลอีกแล้ว คราวนี้เราไปด้วยไม่ได้เพราะโรงเรียนเปิดอยู่ แม่เราไปเฝ้าราวๆ3-4 วัน กลับบ้านทีแล้วก็ไปใหม่ แต่อย่างน้อยช่วงนี้มันก็ยังกินข้าวล่ะนะ (เราอยู่ด้วยหรือเปล่า - -) คราวนี้อาการพ่อทรุดหนัดกว่าเดิม หมอยังคงหาสาเหตุที่พ่อป่วยไม่พบ จำได้เลยว่าหนที่เราไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาล พ่อหลับอยู่ คิดว่า) แต่พ่อต้องใส่เครื่องช่วยหายใจแล้ว หมอไม่พูดอะไร เราก็อยู่ได้แปบเดียวเพราะหมอไม่ให้เราอยู่นาน แต่คงไม่เป็นไรมั้ง.. พ่อยังแข็งแรงอยู่ก่อนที่จะกลับเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ หมอว่าจะเอาพ่อเข้าอุลตร้าซาวด์เร็วๆนี้ แต่ผลกว่าจะได้ก็ไปตั้งวันนึง สาเหตุที่พ่อป่วยยังคงหาไม่พบต่อไป

พ่อไม่อยู่อีกแล้ว

แล้วมันก็มาถึงจนได้ วันที่เด็กๆอย่างเราตอนนั้นไม่อยากจะเข้าใจ ก็สำหรับเด็กๆ เคยมีไหมล่ะ ที่บอกกับพ่อกับแม่ว่าให้อยู่กับเราตลอดไปน่ะ เราเคยบอกนะ แล้วก็ถือว่าเป็นสัญญาด้วย (ตอนนั้นใครมาว่าพ่อแม่เราแก่เราจะโกรธมาก แล้วจะร้องไห้เลย) วันนั้นก็เป็นวันปกติวันนึงที่แม่เราอยู่บ้านกับเรา (เรามารู้ตอนหลังว่าทำไมแม่ถึงอยู่บ้าน พ่อย้ายเข้าห้องพิเศษแล้ว.. เขาไม่ให้ญาตินอนพักที่ห้องนั้น) ดูทีวีอยู่ เวลาตอนนั้นประมาณ ทุ่มสองทุ่มมั้ง (ตอนนั้นการ์ตูนเพิ่งจบ) น้าเราขึ้นมาหาที่ห้อง น้าพูดกับเราประโยคเดียวว่า "จากนี้ไป ถ้าอยากคุยกับพ่อ ให้จุดธูปบอกนะ" แค่นี้แหละ เข้าใจทันที เวลาเราจะคุยกับใครโดยที่ต้องใช้ธูปเป็นสื่อกลางน่ะ จะมีใครอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ว่า... ใช่ พ่อตายแล้ว.. ซึ่งกว่าหมอจะหาสาเหตุที่พ่อไม่สบายพบก็สายเกินแก้เสียแล้ว พ่อเป็นมะเร็ง ที่จุดเล็กๆจุดหนึ่งในร่างกาย ตรงต่อมเล็กที่เรียกว่า ต่อมหมวกไต หมอบอกว่าคนเป็นมะเร็งที่จุดนี้น้อยมาก เรียกได้ว่า ร้อยคนจะเจอสักคนสองคน แต่พ่อเราเป็นที่จุดนั้น หมอบอกต่อว่ามะเร็งมันลามจากนั่นไปจนกระทั่งถึงปอด แล้วไม่ใช่กินไปทีละข้าง แต่มะเร็งนั่นกินปอดพ่อไปพร้อมกันทีเดียวสองข้างเลย หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ สรุปคือ พ่อเราตายเพราะมะเร็งในจุดที่ไม่ค่อยมีคนนึกถึง แต่เพราะไม่ค่อยนึกถึงทำให้มันสายเกินแก้.. ทั้งที่พ่อไม่ได้กินเหล้าหรือสูบบุหรี่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งเลย แต่พ่อก็เป็น... ที่แย่กว่านั้นคือ.. พ่อเสียไปก่อนวันเกิดเราเพียง 2 วันเท่านั้น.. วันเกิดปีนั้นเศร้าที่สุด

หมาไม่สบาย

คราวนี้ทีมันมั่งล่ะ มันไม่สบาย.. ป่วยหนักด้วย.. มันลุกขึ้นไม่ได้เลย มันร้องตลอดเวลา ทั้งที่พอเรากลับจากโรงเรียน มันก็พยายามตะเกียกตะกายจะลุกมาหา แต่มันก็ลุกไม่ได้ ได้แต่ร้องครวญครางด้วยเสียงที่แสดงว่าเจ็บปวดสุดๆ ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนั้นเหมือนมันจะตายไปอีกด้วย มันไม่ถ่ายเลยตลอดสามสี่วัน พาไปหาหมอ หมอก็ได้แต่จ่ายยาแล้วให้เอามันกลับบ้าน จนสุดท้ายพี่ข้างบ้าน (ลูกพี่ลูกน้องเรา) บอกว่าพาไปหาสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลสัตว์เถอะ เดี๋ยวพี่จะขับรถไปให้ พอไปถึง เขาเอามันเข้าห้องตรวจ (ยังคงร้องอยู่) แล้วก็ตรวจดู เขาว่ามันเป็นโรคตับ แล้วก็เอาสายยางมาเอาฉี่มันออก (ไม่ได้ถายมาหลายวันนี่นา) แล้วเขาบอกว่าให้มันนอนค้างที่นั่นสักสองวันค่อยมารับกลับ (เราเพิ่งรู้ว่าหมาก็นอนโรงบาลได้ด้วย แต่โรงบาลสัตว์นี่นะ ไม่แปลกหรอกเนอะ- -) จากนั้นครบสองวันก็เอามันกลับ ยาเป็นชุดเลยที่ต้องกิน แถมมันยังร้องอยู่ และยิ่งร้องหนักเวลาที่เลยเวลากินยา.. ท่าทางคงปวดน่าดู หมอบอกว่ามันไม่หาย โรคตับไม่มีทางหาย มันจะเป็นไปตลอด.. เฮ้อ เป็นตลอดเหรอ ท่าทางจะโชคร้ายในบรรดาหมาล่ะมั้ง ซาไว.. แต่หมอไม่รู้หรอก ตอนนี้มันเป็นปกติดีแล้ว มันไม่ร้องครวญครางอีกเลย

หมาตาฝ้าฟาง

รู้ไหมว่าหมามันสายตาแย่ลงได้ด้วย.. มันเป็นแล้ว ลางมันออกมาเมื่อสองปีก่อน ซาไวมันมีจุดขาวๆอยู่ในตา.. หมอบอกว่ามันเป็นต้อ.. ต้อกระจก เหมือนเวลาที่คนเป็นกัน หมอให้ยามาทาตามัน แต่มันช่วยได้แค่พักหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน สีขาวๆในตามันก็ค่อยๆขยายขึ้น จนในที่สุดก็ปกคลุมตามันไปจนหมด แล้วอีกข้างก็มีขึ้นมาด้วย หมอบอกว่ารักษาไม่ได้ ถ้าคนเราก็คงใช้วิธีผ่าตัด แต่กับหมา ใครกันจะใช้วิธีนั้น.. หมอว่ามันคงถึงเวลามันแล้ว ซาไวเองก็อายุปาเข้าไปร่วมสิบปีแล้ว มันแก่แล้ว มันจะเป็นต้อก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไงถ้าสักวันหนึ่งเราค่อยๆมองเห็นภาพต่างๆเลือนลางไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าซาไวมันรู้สึกยังไง ทุกวันนี้มันเดินไปไหนมาไหนก็ชนพวกของต่างๆไปเกือบหมด โดยเฉพาะของที่ไม่ค่อยตั้งอยู่กับที่และเคลื่อนย้ายไปเกือบทุกครั้ง มันเดินชนพัดลม มันเดินชนประตูรถที่เปิดอ้าอยู่.. และมันเดินชนขาโต๊ะ - - แต่มันไม่เคยเดินชนผนังเลย สงสัยมันชินและจำทิศทางเดินในบ้านได้แล้ว แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เคยมีหนนึงที่มันเดินพลาด ตกลงมาจากพื้นยกก่อนเข้าตัวบ้าน มันก้าวพลาดหล่นตุ้นลงกับพื้นในบ้านเสียงดังเลย ไม่รู้จะช่วยมันยังไง ใครรู้บ้างว่าหมาสายตาแย่มีวิธีแก้ตรงไหน.. - -

มานับดูตอนนี้ อายุของซาไวคือ 14 ปี อายุมันแก่มากแล้ว.. ใครๆได้ยินเข้าก็บอกว่าแปลกมากที่ยังไม่ตาย (เราหันขวับ ยอมรับว่าแม้ตอนนี้ หากมันตายไป เราจะยอมรับได้หรือเปล่า.. กับหมาที่อยู่กับเรามาร่วม 15 ปีนี่) แต่มีคนบอกว่า หากเลี้ยงหมา จนกระทั่งมันตายด้วยความชราจริงๆ ไม่ใช่ตายด้วยโรคร้ายหรืออุบัติเหตุ แสดงว่าเลี้ยงมาดีจริงๆ เราว่าจริงส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลือไม่ใช่หรอก มีคนบอกว่า เพราะมันรักเจ้าของ มันรักคนที่อยู่ด้วยกันกับมันมา มันจึงอดทนและไม่จากเราไปง่ายๆ ถ้าเป็นงั้นจริงๆก็ดี เราไม่ขอให้อยู่กับเราตลอดไป แต่ขอให้มันอยู่ได้นานตราบเท่าที่ตัวมันจะทำได้ก็พอ

พอแค่นี้ดีกว่า - - คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องอีกตัวให้ฟัง.. หมาตัวใหม่ น้องเล็กของบ้านที่ตัวไม่เล็ก

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

หมาตายนี่ อย่างเศร้าอ่า TT-TT

#1 By ♡ BlackCrystal ♡ on 2005-05-13 21:57

อืม จริงๆก็ไม่ใช่พี่เกตน์คนเดียวแหละนะที่เศร้าเรื่องพ่อ ของต๊ะ(น่าจะเคยเล่าแล้ว) แม่ก็เสียตอนต๊ะ5ขวบ แต่ก็เป็นโรคหัวใจ แล้วเค้าหัวใจวายตายไป วินาทีที่รู้ว่าคนที่ให้กำเนิดเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ดูเราโต ไม่สามารถพูดคุยกับเราได้อีกแล้ว มันเศร้ามาก มันเฮิร์ทมาก ในงานศต๊ะถึงกับประกาศว่าจะฆ่าปอเต๊กตึ๊งคนที่เอาศพหม่าม้าเข้าเตาเผา แต่ตอนนี้ก็...คงหากันไม่เจอ ตอนนี้ก็มีไปไหว้หม่าม้าบ่อยๆ ทั้งที่วัด และบ้านเก่า บ้านเก่าเป็นบ้านที่วางรูปของหม่าม้าเอาไว้ เลยไปหน้าบ้านยกมือไหว้หม่าม้าบ่อยๆ คิดว่าถ้าสมมติว่ายังไม่ไปเกิดวิญญาณคงอยู่ในบ้าน เพราะย้ายมาบ้านใหม่เพียง6เดือนหม่าม้าก็ตาย ป๊าบอกว่า หม่าม้าพูดว่า ถ้าย้ายไปบ้านใหม่เขาต้องตายแน่ๆ แล้วมันก็จริง... แต่ต๊ะกับพี่เกตนืก็เหมือนกันอย่างนึงนะ ที่ไมได้อยู่ดูวาระสุดท้ายของคนที่ให้กำเนิดเรา

แต่จำไว้ว่า ชีวิตของเรายังคงต้องดำเนินต่อไป คนที่เรารักและรักเราถึงแม้ร่างกายจะสลายไป แต่เขาก็ยังจะอยู่ในใจเรา คอยเป็นกำลังใจให้กับเราตลอดไป...

จากโจรผู้ที่ยัง.....โง่เขลา

#2 By gataring on 2005-05-14 02:23

เอื๊อก ต๊ะขอโทษพี่ภา......ต๊ะดันพิมพ์ชื่อพี่ภาว่าพี่เกตน์

ขอโทษนะฮะ ^^" พออ่านเรื่องหมาเลยตอนพิมพ์ไปนึกถึงพี่เกตน์ไป

ต๊ะขอโทษพี่ภานะ....

จากโจรผู้ที่ยัง.....โง่เขลา

#3 By gataring on 2005-05-14 02:26