Silly agrument..?? What the meaning of friend?

posted on 03 May 2005 16:18 by tsukasasan  in Talks

ไม่มีไรหรอก แต่แม่เราว่าว่าทำไมเราไม่ค่อยมีเพื่อนเลย ติดต่อก็ไม่ติดต่อ เขามีอะไรกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง..แหะๆ...

มันช่วยไม่ได้นี่คะ เราติดนิสัยชอบอยู่คนเดียวซะด้วยสิ และอีกอย่าง.. ถ้าเราได้เพื่อนสนิท ก็มักจะไม่ใช่เพื่อนเอกเดียวกัน - - (ตอนเรียนโรงเรียน เพื่อนสนิทก็อยู่คนละห้อง..เฮ้อ แต่ก็ดีนะ เวลาสอบอะไรเราได้ข่าวก่อนทุกที (ข่าวนะ ไม่ใช่โพย) เสียอย่างเดียว เวลาห้องเรามีเรื่องกับห้องเพื่อน.. เราก็มักจะเจอสายตาแปลกๆเวลาไปหาเพื่อนทุกที เหอๆ..แต่ไม่หรอก รู้สึกว่าพวกเขาจะชินนึกกลายว่าเราอยู่ห้องนั้นอีกคน อาจารย์ยังทักเราอยู่ผิดห้องเลย โฮ..)

อ่า.. ที่ว่าทำไมเราไม่ค่อยมีเพื่อน.. ให้ตอบง่ายๆคือ เราสนิทกับใครยากล่ะมั้ง.. เราไม่ถนัดที่จะพูดคุยกับคนอื่น นอกจากไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรแล้ว อีกอย่างคือ..(ไม่รู้คนอื่นเป็นมั่งไหม) เราวางตัวไม่ถูก - - เวลาคนอื่นพูดคุยเราเลยมักเอาแต่ฟัง ไม่รู้จะพูดอะไร สุดท้ายก็รู้สึกว่าอึดอัด งั้นก็สู้แยกจากวงไปดีกว่า เราคิดงั้นนะ - -

ส่วนสาเหตุเหรอ มีหลายสาเหตุนะที่ทำให้เราไม่ค่อยสนิทกับใครๆได้นักหรอก.. ส่วนใหญ่รู้จักก็รู้จักแค่ผิวเผิน เพราะมันรู้สึกได้ว่า ถ้ารู้จักถึงระดับนี้แล้วพอ จะไม่รู้จักมากกว่านี้..และไม่ให้เขารู้จักเรามากกว่านี้

สาเหตุส่วนใหญ่ก็ตอนประถมมั้ง.. ถ้าพูดถึงว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกแย่ที่จะต้องรู้จักกับเพื่อนอื่นๆ คงเริ่มเมื่อตอนป.2น่ะนะ - - มีงานอยู่ชิ้นนึงที่ครูให้ทำ เราจำไม่ค่อยได้หรอกว่าคืออะไร จำได้แค่ว่าเราต้องเขียนบรรยายอะไรสักอย่างลงกระดาษวาดเขียนเล็กๆ แล้วก็ติดรูปถ่ายตัวเองลงไป (ความคิดเด็กๆ จะติดรูปอะไรให้ครูก็ต้องเอารูปที่ตัวเองชอบที่สุดจิ - -)- - มันก็ไม่น่าเกิดเรื่องอะไรหรอกถ้างานเราไม่ใช่หนึ่งในชิ้นที่ถูกติดอยู่หน้าห้อง แต่ก็นะ - - สั้นๆง่ายๆเลยล่ะ ไม่กี่วันต่อมา (ไม่กี่วันจริงๆน่ะแหละ เท่าที่จำได้ผ่านมาราวๆ1วันเองมั้งที่ติดไว้น่ะ) ภาพเราก้อมีอันเป็นไปหายไปจากที่อยู่ของมันโดยมีร่องรอยการดึง.. เหอๆ - - แล้วก็เจอเศษเสี้ยวของภาพที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ตรงลานหินที่อยู่ติดระเบียงทางเดิน - - ง่านะ.. คิดไงดีล่ะ.. เราไม่เข้าใจว่าเขาฉีกภาพเราทำไมนะ ทำทำไมก็ไม่รู้ อีกอย่าง จนถึงตอนนี้ เราก็ไม่รู้ตัวคนทำหรอก - - เอาเป็นว่า..ใครสักคนที่ทำ แล้วรู้ตัว รับผิดเถอะนะ เราไม่ว่าอะไรแล้ว แต่อยากรู้เฉยๆ ทำทำไมน่ะ - - รูปนั้นเราชอบมากเลยนะ ฟิล์มไม่รู้อยู่ไหน พ่อเก็บไว้แล้วลืม (ตอนนี้คาดว่าโดนทิ้งไปแล้ว)

ถัดมางานตอนป.3 ศิลปะ.. โดนเพื่อนขอให้วาดรูปให้.. (ไม่มีเหตุผลจะขัด) สุดท้าย รูปของเพื่อนได้คะแนนเต็ม แต่ของเราได้แค่7เต็ม10 เหอะๆ ตลกดี ไม่ได้คิดอะไรหรอก.. แต่พอครูรู้ครูก็ว่าเราว่าวาดให้เพื่อนทำไม (ก็นะ) แต่ถึงอย่างนั้นครูก็ไม่ได้แก้คะแนนอยู่ดีไม่ใช่เหรอ.. - -

ตอนป.4 เรียนนาฏศิลป์ เนื่องจากเราโดนท่านพ่อให้ไปเรียนรำตั้งแต่ป.1 ท่ารำเราก็จำได้หลายเพลง แต่กลายเป็นว่า เพลงที่เราถนัดที่สุดกลับกลายเป็นเพลงที่ใช้สอบเก็บคะแนน (ง่ะ..) ก้อนะ..กลายเป็นเรื่องทะเลาะกับเพื่อน - - (ก็แค่ว่าเราจะอยู่กับกลุ่มไหนเท่านั้น คิดมั่งสิ เรามีคนเดียวนะใครจะแยกร่างไปอยู่ทุกกลุ่มได้ ท่าครูก็ให้คิดเองนี่นา) ก็นั่นแหละ กลายเป็นว่ากลุ่มเราที่นับจำนวนมันเกิน ก็กลายเป็นว่าเราทะเลาะกับคนที่ต้องออกไปอยู่กลุ่มอื่น แน่ล่ะ เขาโกรธเราจะตาย - - แต่ทำไงได้ แต่ก็..เฮ้ง. พอเปอยู่กลุ่มอื่นเขาก็เอาท่ารำเราไปใช้.. - - แง่ง.. ท่ารำคิดเองสิ แต่เอาเถอะ ที่เราซ้อมให้เขาคือเหลงครึ่งแรก ครึ่งหลังต่างกันอยู่แล้ว - - แต่นะ ความรู้สึกไม่ค่อยดีมันก็เกิดขึ้นแล้ว

ตอนป.5 นาฏศิลป์อีกน่ะแหละ รำ - - คราวนี้เพลง..เพลงไรฟ่า ที่ ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย น่ะ - - อ่านะ คืออุปกรณ์ใช้ประกอบคือเชิงเทียน (จริงๆน่าบอกว่าโคม แต่ที่ทำดูยังไงๆมันก้อเชิงเทียนมากกว่า - -) เอาเป็นว่า ครูบอกว่า.. ให้แต่ละกลุ่มคิดเองว่าจะทำออกมารูปแบบไหน คะแนนที่จะให้มีคะแนนออกแบบโคม(เชิงเทียน)ด้วย เราก็นะ หน้าที่เดิม คนประดิษฐ์ (ง่ายดีนะ เวลางานศิลปะกับงานประดิษฐ์เรารับเละเลย.. - -) ก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาถามเราว่า เราคิดจะทำมันยังไงเหรอ เราก็ตอบไปแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ว่าคงเอาลวดมาแล้วตัดกระดาษเป็นกลีบแล้วหุ้มลวดแล้วเอามาติดกับเทียนมั้ง แค่นี้เขาก็ไม่ว่าอะไรก็เดินไป เอ่อ..สุดท้าย.. (เราไม่ได้ทำตามที่บอกเขาหรอก เพราะปรากฏว่ากระดาษสาที่เราตั้งใจจะเอามาหุ้มลวดมันเกิดไม่ติดกับลวดเลนทำประยุกต์กับกระดาษแข็งแทน) แต่ก็นะ ถึงวนที่ต้องใช้..เอ่อง.ไม่อยากจะนึก แต่ไอ้ที่เราบอกไปกับเพื่อนคนนั้น เขาเอาไปทำให้กลุ่มเขาใช้จริงๆ (กระดาษสวยดีนะ ชอบ.. มันเป็นกระดาษห่อของขวัญที่ช่วงนั้นเราชอบมากๆ เพราะมันสีวิบวับดี) เอ่อ.. ไม่อยากจะว่า แต่หัดคิดด้วยตัวเองน่าจะดีกว่านะ เอาเถอะ เพื่อนคนอื่นไม่ยอมแต่ตอนนั้นเรายอมให้นะ..เพราะไม่มีอะไรจะเป็นหลักฐานนี่นา อีกอย่าง โคมวันนั้นเราไม่ทำแบบที่บอกเขามาสักหน่อย

หลังจากนั้นมั้ง ที่เราเริ่มทำตัวห่างๆจากทุกคนน่ะ - - ก็..ก็.. ถ้าอย่างน้อยมันจะมีเรื่องให้เจ็บแบบนี้ สู้ไม่สนิทกันเสียแต่แรกไม่ดีกว่าเหรอ..?? ถ้าไม่สนิทกันซะ เราก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บไง.. อีกอย่าง เราจะได้ไม่โกรธหรือเกลียดใครด้วย ดีทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เหรอ..?? ก็แค่นี้เอง.. แล้วถ้าใครสักคนที่เรามั่นใจว่าไม่เป็นแบบนี้แน่ๆ จะรู้สึกเอง.. จะรู้ตัวเอง...

เอ้อ มีคนถามมา ใครกันที่เราเรียกว่าเพื่อน

นั่นสิ ใครกันเหรอ..??

คนที่เรารู้จักหน้าค่าตา รู้ชื่อสกุล เบอร์โทร..?? นี่คือเพื่อนเหรอ..?? แค่ใครสักคนที่รู้จักแบบนี้ง.?? งั้นก็มีหลายต่อหลายคนล่ะนะที่เป็น "เพื่อน" เรา

แต่..เพื่อนจริงๆแน่เหรอ..?? เพราะสุดท้าย ก็ยังมีการเอาเปรียบหรือว่ากันลับหลังอยู่ดี...

มันแตกต่างกว่านั้น.. แน่ล่ะ สำหรับเรา เพื่อนคือใครสักคนที่เราพูดคุยได้ด้วยตัวตนที่แท้จริงของเรา แน่นอน เราต้องไม่เหนื่อยที่ต้องปั้นสีหน้า หรือเหนื่อยในการเสแสร้งต่อหน้าเขาให้เป็นตามที่เขาหวัง

ใครสักคนที่เราพูดเรื่องบ้าๆได้ด้วยแล้วหัวเราะไปพร้อมๆกัน

ใครสักคนที่เวลาเราทุกข์หรือเศร้าไม่เดินออกไปเฉยๆ ไม่หวังให้ปลอบ แค่นั่งเป็นเพื่อนด้วยก็พอแล้ว

ใครสักคนที่เรายิ้มให้แล้วมักจะมีรอยยิ้มตอบกลับมา

ใครสักคนที่ถึงแม้จะไม่ได้เจอหน้ากันทุกวัน แต่เมื่อเจอหน้าก็ยังรู้สึกสนิทกันเหมือนเดิม หรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ

และใครสักคนที่รับกอดเราได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจทั้งสองฝ่าย ( นิสัยเราเองแหละ เจอคนชอบกอด- -+)

หาเจอได้บ้างแล้ว.. ไม่ขอให้เจอเยอะ เพราะมีเยอะเราคงไม่เห็นค่า ของดีและยิ่งมีน้อยเราถึงจะเห็นค่ามันมากเท่านั้น...

เพราะงั้น.. เราไม่ขอให้เราได้เพื่อนเยอะหรอก.. ถ้าแค่คนรู้จักเยอะก็พอแล้ว.. แต่เพื่อน เราขอเก็บไว้ให้คนที่ทำตัวเหมือน "เพื่อน" จริงๆเท่านั้นละกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

จาบอกว่าเราก็เคยเป็น แบบนี้
ทำได้อย่างเดียว ทำใจ
เพื่อนๆที่คณะที่คบกัน เหมือนว่าคบๆไปงั้น
มันมีอะไรบางอย่างกั้นไว้อ่ะ ทำยังไงก็ทำใจให้สนิทจริงๆไม่ได้
เพราะอะไรก็ไม่รู้

#1 By [-[[a i d a aya]]-] on 2005-05-03 17:24